โกหกทั้งบริษัท- แอบเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อได้งาน 50,000 บาท

ชื่อน้ำตาลค่ะ ตอนนี้เป็นหัวหน้าแผนก Marketing ของบริษัทเกมส์ที่สิงคโปร์ เพื่อนเราหลายคนตกใจมากเมื่อรู้ว่าเราทำงานที่สิงคโปร์  เพราะเมื่อก่อนเราโง่ภาษาอังกฤษมาก ได้แค่ 2-3 คำ Hello, No, Ok…  😭😭

หลังเรียนจบ ชีวิตลำบากสุดๆกับเงินเดือน 12,000

เหมือนเพื่อนหลายๆ คนตอนเรียนจบก็อยากได้เข้าทำงานที่บริษัทใหญ่ เงินเดือนสูงๆ แต่ทุกบริษัทที่เราอยากเข้าทำงาน ก็ต้องการใช้ภาษาอังกฤษหมดเลย ประสบการณ์ไม่มี ภาษาอังกฤษก็งูๆ ปลาๆ เราถูกตัดออกตั้งแต่รอบส่งใบสมัครงานเลย

ตอนนั้นก็แอบท้อและเสียดายที่เมื่อก่อนไม่ได้ขยันเรียนภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่าหลายคนเคยมาพูดกับเราว่า “ควรรู้ภาษาอังกฤษสักนิดก็ดีนะ ไม่งั้นตอนทำงานมันลำบากมากนะ” เราก็ฟังๆ เอาไว้แต่ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่  
โชคดีตอนนั้นยังมีบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งรับเราเข้าทำงานตำแหน่ง Marketing เขาเสนอเงินเดือน 12,000 บาท แต่เราก็ตกลงเพราะไม่อยากขอเงินจากพ่อแม่แล้ว และคิดว่าถ้าเราจะทำงานนานๆ เดี๋ยวก็จะได้ขึ้นเงินเดือน

ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กจบใหม่ ไฟแรง เราทุ่มเทกับงานมาก หัวหน้าสั่งหรือเพื่อนร่วมงานให้ช่วยทำอะไรเราก็ทำหมด ไม่เคยปฏิเสธอะไรเลย กลับบ้านดึกทุกวัน 2 ทุ่ม 3 ทุ่มถึงจะเลิกงาน บางทีวันเสาร์อาทิตย์เราก็ชอบเข้าออฟฟิศหรือไม่ก็ทำงานที่บ้านด้วย คือรู้สึกสนุกและอินกับงานมาก ซึ่งผลออกมาคือ เราได้เป็นคนทำได้ยอดขายสูงสุดในปีนั้น และได้หัวหน้าชื่นชมบ่อยมาก ชมอย่างเดียวแต่เงินเดือนยังเท่าๆ เดิมอยู่เลย เพราะเป็นบริษัทเล็กๆ ไม่ค่อยมีการเลื่อนตำแหน่งหรือเลื่อนเงินเดือนเหมือนที่อื่นหรอก  ถ้ามีก็จะได้น้อยมาก

อิจฉาพวกเพื่อนได้เงินเดือน 3-4 หมื่น 

หลังจาก 2 ปีที่ทุ่มเทกับงานที่นี่ เราก็ได้เลื่อนเงินเดือนจาก 12,000 ขึ้นมาเป็น 13,200 ในเมื่อเพื่อนๆ มหาลัยเราได้เงินเดือน 35,000-40,000 นานแล้ว ส่วนมากเขาทำงานในบริษัทต่างชาติหรือไม่ก็ทำเกี่ยวกับโปรเจคต่างชาติ ซึ่งแน่นอนเขาได้ภาษาทุกคนนั้นแหละ แต่มันต่างอะไรเยอะขนาดนี้ แค่มีภาษาก็ได้เงินเดือนมากกว่าเรา 3-4 เท่าแล้ว 😢 ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเรียนในมหาลัย เราได้เกรดสูงกว่าเขาเยอะเลย หลายครั้งที่เพื่อนๆ ชวนเราไปปาร์ตี้ แต่เราไม่อยากไปเลย เพราะยังไงเมื่อเจอกันเขาก็เม้ามอยเรื่องงานกัน เราไม่อยากฟังแล้วก็ไม่อยากเล่างานของเราให้ใครรู้ด้วย

สภาพก่อนไปทำงานทุกวัน

รู้สึกเครียดจริงๆ เพราะพ่อแม่คาดหวังกับเรามาก เมื่อก่อนเราเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ใครๆ ก็คิดว่า โตขึ้น สามารถมีการงานที่ดี สามารถดูแลพ่อแม่ได้ดี  เรานึกภาพไม่ออกเลยว่า ถ้าพ่อแม่เรารู้เงินเดือนของเรา เขาจะรู้สึกยังไง คิดไปคิดมา รู้สึกตัวเองไม่สามารถทิ้งอนาคตอยู่เงินเดือน 13,000-14,0000 ได้หรอก เราอยากซื้อบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่ เงินเดือนแค่นี้ เมื่อไรจะซื้อได้ เราเลยตัดสินใจหางานใหม่ ประสบการณ์ด้าน Marketing 2 ปี เราก็มั่นใจด้านนี้มากๆ ยังไงเขาก็ต้องเลือกเรา 

วันหนึ่งเราเห็นเพื่อนแชร์ข้อมูลรับสมัครงานตำแหน่ง Marketing ของบริษัทเกมส์ (เงินเดือนประมาณ 5 หมื่น) เราเลยรีบส่งใบสมัครให้เขา ลองดูๆ เผื่อได้ วันสัมภาษณ์ก็มาถึง …
เขาถามอะไร เราก็มั่นใจตอบได้หมด ทางเขาประทับใจกับประสบการณ์ของเรามาก แต่พอเขาถามว่า 
น้องพูดภาษาอังกฤษได้ไหมครับ เพราะตำแหน่งนี้ ต้องทดลองงานที่ไทย 3 เดือนเพื่อเข้าใจเนื้องานและสินค้าของบริษัท หลังจากนั้นก็เริ่มทำงานที่สิงคโปร์
เราอึ้งสักพัก ไม่รู้เลยว่าทำไมตอนนั้นถึงกล้าตอบว่า
-ได้…ได้สิค่ะ 😧😧😧

เหงื่อออกเต็มตัวเลย ถ้าเขาสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษเราต้องทำไงดี ไม่รู้ว่านี่คือโชดดีหรือโชคร้าย เขานัดวันเวลาให้เราเริ่มเข้าทำงานเลยอ่ะ โดยไม่มีการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษเลยคือยังไงวะ ถ้าเขารู้ว่าเราโกหกเรื่องพูดอังกฤษไม่ได้ เราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนละ ถ้าไม่ได้งานนี้ เราคงไม่เครียดอย่างงี้หรอก ก็ไปปรึกษาเพื่อนสนิทว่าจะส่งอีเมลขอปฏิเสธงานนี้ 
-ทำไมแกไม่ลอง “เสี่ยง” สักครั้งละ อย่างน้อยแกก็มีเวลา 3 เดือนกว่าในช่วงทดลองงานนิ แกสามารถเรียนภาษาในช่วงนี้ได้ แล้วก็แกอยากซื้อบ้านให้พ่อแม่ไม่ใช่หรอ  หลายครั้งพ่อแม่ไปหาหมอ เราก็ต้องไปยืมเงินเพื่อนตลอด

รับงานเงินเดือน 5 หมื่นเมื่อไม่มีภาษา-โชคดีหรือโชคร้าย?

คิดอยู่ตั้งนาน สุดท้ายเราก็ “ตัดสินใจ” จะเสี่ยงสักครั้ง แต่จะเรียนภาษาอังกฤษยังไง เพราะเราต้องไปทำงานเลิกงานเร็วก็ 1 ทุ่ม ไหนจะเวลาเดินทาง เวลารถติด คงไม่มีสถาบันไหนที่เปิดรอเราได้หรอก

 การเรียนเองที่บ้านแบบออนไลน์น่าจะเหมาะสุดแล้วแหละ เราก็เข้า Youtube ค้าหาช่องสอนภาษาอังกฤษ มีบทเรียนไหนน่าสนก็บันทึกไว้ แล้วค่อยๆ เรียนไป แรกๆ คิดว่าจะได้ แต่หลังจากที่เรียนได้ 3-4 วันคือมันมั่วไปหมด ด้วยความที่เราไม่มีพื้นฐาน เห็นอะไรน่าสนก็เข้าไปเรียน เรียนได้สักพักก็เบื่อ เรียนแล้วแต่ไม่ได้ผลเลย 

เราคิดว่า คนสอน หลักสูตรการเรียน และวิธีการเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับเราตอนนี้ ถ้าครั้งนี้เราเลือกที่เรียนผิด ความฝันการงานการเงินของเราก็จะพังไปหมด เราเลยใช้เวลาเกือบ 10 วันเพื่อค้นหาที่เรียนอย่างเดียวเลย มีที่เรียนให้เลือกเยอะมาก เราต้องหารีวิวในกูเกิล พันทิป เฟสบุ๊ก ค้นหาทุกซอกทุกมุม เพราะโฆษณาสมัยนี้เชื่อไม่ได้หรอก 

ตอนนั้นเพื่อนเราก็ให้เราดูชุดคอร์สเรียนชุดหนึ่งที่สอนตั้งแต่ไ่มีพื้นฐาน (link) เขาเคยเห็นมีหลายคนรีวิว เป็นผู้เรียนจริง ไม่ใช่พวกดาราหรือนักร้องมารีวิวแบบปลอมๆ เราก็ยังลังเล ยังไม่เชื่อเท่าไร แต่ด้วยความเกรงใจ เราเข้าแฟนเพจของคอร์สนี้ นอกจากอ่านรีวิวอย่างละเอียด เรายังหาเฟสบุ๊กคนที่เคยซื้อ แล้วเราแชทถามเขาโดยตรงเลย เพื่อมั่นใจว่าเรียนแล้วจะได้ผลจริงๆ ก็เห็นหลายคนบอกว่าเขาเรียนแค่ 1-2 อาทิตย์ก็ได้ผลแล้ว บางคนหัวช้า 3-4 อาทิตย์ก็พูดได้แล้ว เพราะคอร์สนี้มันครบทุกอย่างให้เราเลย 

มีคอร์สเรียนออนไลน์เน้นการพูดการฟังและโต้ตอบถ้าจำไม่ผิดมันยาว 144 ชม. เขายังมีแผนแบ่งให้เราเรียนเป็น 72 วัน มีหนังสือเพื่อเรียนพร้อมกับคอร์สนี้อ่ะ นอกจากนั้นเขายังให้เราเอกสารเกี่ยวกับแกร่มม่า คำศัพท์ บทสนทนาตั้งแต่พื้นฐานถึงระดับสูงเลย
เราถามคนที่เคยเรียนเยอะมาก ฟังดูน่ารำคาญไหม 😂 แต่เราเล่าให้เขาฟังเหตุผลที่เราต้องเรียนภาษาอย่างจริงจัง ให้เขาเข้าใจแหละ เอาวะ เราต้องทำให้ได้สิ เราตัดสินใจจะสั่งชุดนี้มาเรียนอย่างจริงจัง

จัดเรียนทุกวันเลย เออๆ รูปนี้ลืมถ่ายมือถือและหูฟัง 🤣🤣🤣

กลางวันก็ไปทำงานปกติ ตอนเย็นกลับบ้านก่อนนอนเราก็เปิดคอมเรียน วันไหนขี้เกียจก็ใช้มือถือแทน เราก็แค่ทำตามแผนที่เขาให้ การเรียนง่ายและสะดวกดี ทุกๆ บทการพูดหรือการฟัง เขาก็จะให้ฝึกตั้งแต่ระดับช้า แล้วค่อยๆ เร็วขึ้นๆ รู้สึกมันตอบโจทย์มากกับคนไม่มีพื้นฐานอย่างเรามาก  บางครั้งเราเรียนจนลืมเวลาไปเลย อิอิ ตอนนั่ง BTS หรือ MRT เราก็เใช้มือถือเรียนได้ หรือถ้าวันไหนไปต่างจังหวัดเราก็เรียนได้ สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ยกเว้น “ในออฟฟิศ” 🤣 เพราะทุกคนในบริษัทยังคิดว่าเราพูดอังกฤษได้

😊 หลัง 1 อาทิตย์ รู้สึกว่าไม่กลัวที่ต้องพูดภาษาอังกฤษเหมือนเมื่อก่อน และการออกเสียงก็ดีขึ้นเหมือนกัน เขายังมีช่องทางให้สอบถามด้วยนะ เขาให้กำลังใจกับผู้เรียนทุกวันเลย ถ้าวันไหนเราติดธุระ เขาก็มาถามมาถาม มาเตือนอ่ะ  ดีนะ ค่าเรียนแค่พันต้นๆ แต่ยังมีคนค่อยดูแลด้วย
ผลของเราหลัง 2 อาทิยต์ ☺️ ก็เหมือนหลายๆ คนเขาบอก เรารู้คำศัพท์มากขึ้น การโต้ตอบดีขึ้นอย่างชัดเจนเลย พอทำลายกำแพงความกลัวภาษา  ยิ่งเห็นความพัฒนาเรายิ่งมีกำลังใจในการเรียนและฝึกฝนมากขึ้น เพราะตอนนั้นเราเชื่อว่าเราจะทำได้แน่นอน  เราเลยหาโอกาสฝึกมากขึ้น โหลดแอพ Tinder หาหนุ่มฝรั่งมาคุยเล่นๆ เพื่อฝึกภาษา  ฝึกไปด้วยจีบไปด้วย 😝😝
😜 หลัง 2 เดือนเต็มๆหลังจากที่ ทำงานไปแอบเรียนภาษาไป เรามั่นใจกับทักษะภาษาอังกฤษของเราแล้ว สามารถฟังพูดและสื่อสารได้ค่อยข้างดี ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้เก่งเหมือนคนได้ IELTS 8.0 แต่ก็มั่นใจว่าเราสามารถไปทำงานที่สิงคโปร์ได้ เรายังฝึกต่อและเรียนคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องด้าน Marketing ด้วย

ทุกอย่างเหมือนในฝัน หลัง 3 เดือนที่ทดลองงาน เราได้ไปทำงานที่สิงคโปร์  หนึ่งปีผ่านไป ด้วยความขยัน สามารถแก้ไขปัญหาได้ดี มีไอเดียใหม่ๆ ในการโปรโมทสินค้าทำให้ยอดขายปังทุกเดือน เราได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก Marketing  แล้วก็เรามีเงินครึ่งหนึ่งเพื่อที่จะซื้อคอนโดให้พ่อแม่ได้แล้ว 😍
——-
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา อยากจะฝากข้อคิดไว้ให้กับผู้อ่าน โดยเฉพาะวัยทำงานนะคะว่า :
ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ดั้งนั้นเราต้องพร้อมที่จะสู้ พร้อมที่จะแก้ไขปัญหา เมื่อเจออุปสรรค อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งหนี ต้องสู้นะ สักวันหนึ่งคุณอาจจะต้องขอบคุณอุปสรรคเหล่านั้นนะ เพราะทุกอุปสรรคก็จะมีเหตุผลของมัน มันอาจจะเป็นเหตุผลทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น เก่งขึ้น หรือเป็นเหตุผลทำให้คุณมีชีวิตดีขึ้น 
แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเอง ค้นหาตัวเองว่าตนเองเก่งอะไรอย่างน้อยหนึ่งอย่างเช่น มาเก็ตติ้ง ค้าขาย บัญชี …

โดยเฉพาะ ถ้าอยากพัฒนาด้านอาชีพ ถึงแม้ว่าคุณมีเชียวชาญมากแค่ไหนแต่ถ้าไม่ได้ภาษาก็เหมือนปิดกั้นโอกาสในชีวิต เพราะถ้าคุณได้ภาษา คุณจะมีโอกาสมากมายทั้งสามารถเข้าทำงานในบริษัทต่างชาติได้อย่างหลากหลาย
ลืมไปๆ หากสนใจชุดคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่เราเรียน ก็สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://th.engbreaking.com/
ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จและทำได้เป้าหมายของปีนี้นะคะ 😘😘😘

2 comments

  1. Pairat Wonganan says:

    Conversational English for primary 2 students. I believe Raed bin speak first, writing and reading follows. Grammar is the last. High school level up to essay and college to reach business English. Already ordered.

    • ฟ้า ใส says:

      คุณจะปใช่แล้วค่ะ ผู้เรียนขะได้ฏิบัติตามขั้นตอนการเรียนภาษาใหม่ในแบบธรรมชาติ: การฟัง – การพูดก่อน, การอ่าน – การเขียนทีหลังค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *